วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ชาวนารายย่อยกับการพึ่งตนเอง

ชาวนารายย่อยกับการพึ่งตนเอง :สร้างเครือข่ายระบบเศรษฐกิจของชาวนา พัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน


ส่วนมากเรามักจะมอง “ความยั่งยืน” เฉพาะในด้านรูปธรรมเป็นสำคัญ เช่น ความมั่นคงด้านอาหาร, รายได้จากการขาย, หรือสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ แต่นอกเหนือจากสิ่งที่กล่าวมายังมีอีกด้านหนึ่งที่เราไม่ควรละเลย นั้นก็คือการรักษาวัฒนธรรมและระบบเศรษฐกิจของชาวนารายย่อยเอาไว้ให้ได้ เพราะสิ่งเหล่านั้นก็คือคุณค่า ความเป็นอิสระ และ ความสามารถในการพึ่งพาตนเอง ของชุมชนชาวนา


ในด้านการพัฒนาระบบเศรษฐกิจชุมชนนั้น ชาวนาไม่ควรตั้งตนเป็นนายทุน เพราะเราไม่มีทุน หรือถ้ามีก็มีน้อยมากเมื่อเทียบกับนักลงทุนในระบบทุนนิยม หากต้องลงทุนทำกิจการตามกระแสโดยลำพัง มักจะต้องกู้หนี้ยืมสิน และธุรกิจทุนนิยมต้องขึ้นตรงกับระบบตลาด ซึ่งถูกควบคุมโดยนายทุนขนาดใหญ่ ชาวนาจึงเป็นเพียงเหยื่อของระบบตลาดทุนนิยม ชาวนาควรรวมกลุ่มในระดับชุมชน เช่น กลุ่มอาชีพต่างๆ หรือสหกรณ์ในหลากหลายรูปแบบ เพื่อต่อรองและพยายามเข้าแทนที่ธุรกิจทุนนิยมโดยเฉพาะตลาดสินค้าการเกษตรกรรม เป้าหมายก็คือการผลักดันให้ระบบทุนนิยมออกไปอยู่นอกเขตชนบท (ชุมชน) ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในระบบเศรษฐกิจของชุมชนชาวนา ครอบครัวเกษตรกรรายย่อย คือหน่วยการผลิตพื้นฐานที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุด ในแปลงเกษตรของครอบครัวจะต้องทำการผลิตให้หลากหลายผสมผสาน (ทั้งพืชและสัตว์) และขยายกิจกรรมไปสู่การแปรรูปผลผลิต ทอผ้า จักสาน ฯลฯ และการขาย เมื่อมีความพร้อมมากขึ้นก็ยกระดับไปสู่การรวมกลุ่ม และเป็นระบบสหกรณ์ แต่ต้องไม่เป็นสหกรณ์ตามกรอบรัฐ ที่สำคัญต้องเข้าให้ถึงแนวคิดสหกรณ์แท้ๆให้ได้ (เป็นสหกรณ์จากล่างขึ้นบน) เพื่อยกระดับการแปรรูปผลผลิต การตลาด ตลอดจนการสะสมทุนในท้องถิ่น ต่อไป

การสร้างระบบเศรษฐกิจของชุมชนชาวนา จะต้องไม่เดินตามแนวทุนนิยม กล่าวคือต้องรักษาความเป็นอิสระของหน่วยผลิตพื้นฐาน คือครอบครัวเกษตรกรรายย่อย เอาไว้ให้ได้ ดังนั้นเป้าหมายในการผลิตของครอบครัวคือการผลิตเพื่อพึ่งตนเองและรักษาวิถีครอบครัวตนเอง ในฐานะที่ครอบครัวเป็นหน่วยของชุมชน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือครอบครัวชาวนาอยู่ได้ระบบชุมชนก็จะอยู่ได้ ไม่ใช่ผลิตเพื่อแสวงหากำไรแบบทุนนิยม และไม่ไปขูดรีดแรงงานผู้อื่นเพื่อผลกไรและความสบายส่วนตน แต่ในระบบเศรษฐกิจชุมชนสามารถแรกเปลี่ยนแรงงานได้ และรับเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ได้ แต่จะต้องปรับใช้ให้เหมาะสมกับเป้าหมายการผลิต โดยเป็นไปเพื่อการช่วยเหลือเกื้อกูล การแบ่งปัน เพื่อดำรงรักษาสถาบันครอบครัวและสถาบันชุมชน เอาไว้อย่างเหนียวแนน

กล่าวโดยสรุปได้ว่า...เส้นทางการพัฒนาของเกษตรกรรายย่อย คือการรวมตัวกันเพื่อคิดสร้างระบบเศรษฐกิจของชุมชน เพื่อรักษาวิถีชีวิตชุมชน โดยไม่ยอมตกเป็นทาสของระบบทุนนิยมที่มีอำนาจกว้างขวางใหญ่โต แต่ชาวนาไม่อาจจะสู่ได้โดยลำพัง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องรวมกันคิดอ่านอย่างจริงจัง เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจของชุมชน และยกระดับพัฒนาให้มันกลายเป็นระบบเศรษฐกิจที่เข้มแข็งมีพลัง และนำไปสู่การสถาปนาเป็น “ระบบเศรษฐกิจแห่งชาติ” คู่ขนาดไปกับระบบเศรษฐกิจทุนนิยมให้ได้การดำรงอยู่ของระบบเกษตรกรรมยั่งยืน คือการสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวชาวนารายย่อย หรือเกษตรกรผู้ทำการผลิตขนาดเล็กที่มีอิสระ เกษตรกรรายย่อยเหล่านั้นจะทำหน้าที่รักษาวัฒนธรรมชุมชน ระบบคุณค่าดั่งเดิมของชุมชนเอาไว้ เช่นกัน การเร่งสร้างเศรษฐกิจของชุมชน และเชื่อมโยงเข้าหากันเพื่อเป็นเครือข่ายเศรษฐกิจที่กว้างขวางยิ่งขึ้น ช่วยเหลือกันได้มากขึ้นเป็นสิ่งจำเป็น แต่ถ้าเราปล่อยให้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมใหญ่โตโดยไม่มีคู่ต่อสู้ ก็เท่ากับว่าเรายอมให้นายทุนเข้าครอบงำกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ทำลายชุมชน ทำลายครอบครัว ความเอารัดเอาเปรียบจะครอบแผ่นดิน ระบบทุนจะเซาะกร่อนความมีน้ำใจ และวัฒนธรรมการช่วยเหลื่อเกื้อกูล สังคมไทยจะถูกทำลายอย่างถึงรากถึงโคน
โดย... เครือข่าย กทล. สุรินทร์


เนื้อหาหลักจาก อ.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา/หนังสือเกษตรกรรมยั่งยืนสมัชชาเกษตรกรรมทางเลือกครั้งที่ 3 (2547)

0 ความคิดเห็น: