
อาหารในเงื้อมมือบรรษัท

หากถามตัวเองว่าอาหารที่เรากินในทุกๆวัน ไม่ว่าจะเป็นข้าว ปลา พืชผัก ถั่ว เนื้อหมู เนื้อวัว เป็ดไก่ และอีกมากมายมาจากไหน มีแหล่งผลิตอย่างไร มีที่มาที่ไปอย่างไร คงเป็นเรื่องยากพอสมควรที่จะค้นหาคำตอบได้ทั้งหมด และคนส่วนใหญ่อาจจะไม่อยากรับรู้อะไรมากมายให้มันวุ่นวาย รกสมอง แต่ถึงอย่างไรอาหารก็มีความสำคัญ ต่อเราๆท่านๆอย่างไม่มีหนทางปฏิเสธได้ เพราะมันคือปัจจัยพื้นฐานของชีวิต อาหารเป็นเนื้อเป็นตัวของเรา และนั่นก็คือเหตุผลสำคัญที่นำมาซึ่งปัญหามากมายนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นับเริ่มจากการโค่นป่าแปรสภาพป่าไม้ให้เป็นพื้นที่การเกษตร ซึ่งทำกันมาต่อเนื่องนับร้อยปี และยังคงดำเนินมาจนถึงวินาทีนี้ ปัจจุบันมีเกษตรกรจำนวนมากกำลังโค่นพื้นที่ป่าที่ยังพอหลงเหลืออยู่ตามหัวไร่ปลายนาเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ยูคาลิปตัส ไถทุ่งนาและสวนเพื่อปลูกอ้อย มันสำปะหลัง เหตุผลก็คือเพื่อการป้อนวัตถุดิบเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมเพื่อสร้างรายได้ ทำให้เกษตรกรร่ำรวยมีฐานะดีขึ้น แก้ปัญหาความยากจน สร้างผลผลิตให้ได้มากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาความอดอยากหิวโหย

คำถามก็คือ ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายแทบสูญสิ้น แต่ทำไมยังมีคนยากจนและหิวโหยอยู่เต็มแผ่นดิน บางทีเราอาจถูกยัดเยียดความเชื่อและมายาภาพการพัฒนาความเจริญในสังคมอุสาหกรรมจากฝั่งตะวันตกมากเกินไป จนเกิดความศรัทธาอย่างแรงกล้าว่าเกษตรอุตสาหกรรมคือคำตอบของการรักษาชีวิต ดูแลธรรมชาติ และแก้ปัญหาความยากจน จนลืมคิดในทางกลับกันว่า มันคือต้นเหตุของความขาดแคลน การทำลายคงวามหลากหลายทางชีวภาพ การทำลายฐานทรัพยากรอาหารของท้องถิ่น และเป็นสาเหตุของความยากจนความอดอยากที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ทามกลางกระแสเกษตรอุตสาหกรรม ยังพบเห็นชาวนารายย่อยในชนบทหลายแห่งดำเนินวิถีของตนเองตามแบบแผนที่เคารพธรรมชาติ ทำการเกษตรแบบไม่ใช้สารเคมี ปลูกพืชหลากหลายผสมผสาน เก็บรักษาเมล็ดพันธ์พื้นบ้านสืบต่อกันมานานนับร้อยนีบพันปี หรือแม้แต่ในจังหวัดสุรินทร์ขบวนการเกษตรกรรมทางเลือกได้ก่อเกิดขึ้นมายาวนานกว่า 30 ปี นับตั้งแต่เกษตรผสมผสาน มาจนถึงเกษตรอินทรีย์ในกระแสปัจจุบัน ล้วนแล้วแต่เป็นทางเลือกในการผลิตที่ยึดมั่นในการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะของมวลชนเป็นที่ตั้งทั้งสิ้น ชาวนารายย่อยเกษตรอินทรีย์คือผู้ที่ใช้แรงงานตนเองและครอบครัวเพื่อปลูกพืชหลากหลายชนิดและปลูกพืชหมุนเวียนในที่นา พวกเขาปฏิเสธปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง ทั้งยังเลี้ยงสัตว์อย่างเช่น เป็ด ไก่ วัว ควาย หรือหมูแบบพื้นบ้าน โดยใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ในท้องถิ่นเป็นส่วนใหญ่ ครอบครัวของชาวนารายย่อยเกษตรอินทรีย์จึงมีแหล่งอาหารของตนเองอย่างพอเพียง
ซึ่งต่างจากเกษตรกรที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว นอกจากนั้นพวกเขายังร่วมมือกันสร้างตลาดทางเลือกในท้องถิ่น เพื่อรองรับผลผลิตอาหารจากแปลงเกษตรอินทรีย์ เป็นผลผลิตที่เกิดขึ้นจากท้องถิ่นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ เป็นอาหารที่ไม่ต้องเดินทางไกลให้สิ้นเปลืองนำมันเชื้อเพลิง และไม่เจือปนด้วยสารเคมีรักษาสภาพผลผลิตระหว่างการเดินทาง
แต่ผลผลิตที่ได้จากแปลงเกษตรอินทรีย์ ส่งไปถึงผู้บริโภคในเมืองที่มีอยู่ในสัดส่วนที่น้อยมาก เพราะภาคการผลิตส่วนใหญ่ขึ้นต่อรัฐบาลที่หลงใหลอุตสาหกรรมการเกษตรมากกว่า เมืองไทยในปัจจุบันจึงเป็นเสมือนยุคทองของเหล่าบรรดาบรรษัทข้ามชาติด้านการเกษตร ซ้ำร้ายในระดับโลกที่ก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ มีการเจรจาสร้างข้อตกลงและเงื่อนไขใหม่ๆที่สนับสนุนความได้เปรียบบรรษัทข้ามชาติ ไม่ว่าจะเป็นการก่อตั้งองค์กรการค้าโลก (WTO) ข้อตกลงพิกัดภาษีศุลกากรและการค้า (GATT) ข้อตกลงเขตกาค้าเสรี (FTA) รวมทั้งอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) กฎหมายสิทธิบัตรเมล็ดพันธ์ และพืชตัดต่อพันธุกรรม (GMOs) ซึ่งล้วนแต่มีแนวโน้มเอื้อประโยชน์ต่อการผูกขาดและการครอบครองฐานทรัพยากรอาหารและเมล็ดพันธ์โดยบรรษัททั้งสิ้น
มันคือการผลักดันให้กระบวนการผลิตเกษตรอุตสาหกรรมเข้มแข็งมั่นคง โดยการทำลายชาวนารายย่อยด้วยการหยิบยื่นข้อเสนอที่ยากปฏิเสธ นั้นก็คือเงิน แต่มักจะจบลงที่หนี้สิน การสูญเสียที่ดินทำกิน ความยากจน และการทำลายล้างทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นับตั้งแต่ดิน สายน้ำ ป่า เมล็ดพันธ์พื้นบ้านและความหลากหลายทางชีวภาพ และในท้ายที่สุดเราอาจต้องพึ่งพาอาหารจากอุตสาหกรรมเกษตรเพียงด้านเดียว ซึ่งแล้วแต่ว่าตลาดทุนนิยมจะหยิบยื่นอะไรมาให้ยัดใส่ท้อง ส่วนทางเลือกของบริโภคนิยมก็คือชั้นวางของในห้างสรรพสินค้า ในโลกยุคใหม่คุณค่าทางอาหารวัดกันที่ข้อมูลตัวเลขด้านข้างกล่องผลิตภัณฑ์ ไม่มีรากเหง้าทางวัฒนธรรมและคุณค่าทางภูมิปัญญาหลงเหลือให้พบเห็น

บางทีนี่อาจเป็นยุคสมัยที่ผู้คนต้องตัดสินใจเลือกเพราะการเลือกหมายถึงการรับรู้ข้อมูลการวิเคราะห์ข้อมูลหาเหตุผล คือการทำความเข้าใจความเป็นจริงที่ว่า สังคมนี้มีทั้งคนจนและรวย มีทั้งนายทุนยักษ์ใหญ่และมีชาวนาคนเล็กคนน้อย ผู้คนในสังคมนี้ต้องมีโอกาส ต้องการทางเลือก เลือกที่จะอยู่อย่างไร เลือกที่จะทำการผลิตแบบไหน เลือกที่จะกินอะไร แน่นอนที่สุดคงไม่มีชาวนาคนไหนต้องการที่จะถูกบีบบังคับให้ชีวิตต้องวกวนอยู่กับหนี้สิน สารเคมีการเกษตร และความยากจน ความอดอยาก และไม่มีผู้บริโภคคนไหนที่ต้องการให้ครอบครัวตนเองได้รับอาหารที่ทำลายสุขภาพ มาจากแหล่งผลิตที่ทำลายสิ่งแวดล้อม หรือมาจากการผลิตที่ผูกขาดเอารัดเอาเปรียบคนจน การตัดสินใจเพื่อแสวงหาทางเลือกทั้งจากฝ่ายผู้ผลิตและผู้บริโภคจึงหมายถึง “ประชาธิปไตยด้านอาหาร” ที่จะดำรงคงอยู่ได้จริงในสังคมนี้ ! หรือไม่ ?
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกสุรินทร์

0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น