วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

รับข้าวคืนนาอีสาน พาแม่โพสพกลับบ้าน...กลับเมืองสุรินทร์

ภาคภูมิ อินทร์แป้น กล่าวรายงานในพิธีเปิดงาน “ ข้าวคืนนา”


ปัจจุบันสถานการณ์ภาคการเกษตรเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งจากปัญหาสภาพภูมิอากาศแปรปรวน ซึ่งส่งผลต่อภาคการผลิตโดยตรง นอกจากนั้นนโยบายพัฒนาการเกษตรของประเทศที่เน้นการค้าเสรี สร้างแรงจูงใจให้เกิดการเกษตรแบบมีพันธะสัญญาหรือการเข้ามาของบรรษัทข้ามชาติ ดังเห็นได้ว่าในบางพื้นที่เกิดความขัดแย้งในการใช้ที่ดินเพื่อปลูกพืชพลังงานและพืชอาหาร ล้วนส่งผลต่อภาคเกษตรไม่ว่าความมั่นคงทางอาหารและความหลากหลายทางชีวภาพ งานอนุรักษ์และพัฒนาด้านพันธุกรรมข้าว โดยเฉพาะข้าวพื้นบ้าน จึงต้องเพิ่มมากขึ้นในไร่นาของเกษตรกร การนำพันธุ์ข้าวพื้นเมืองจากธนาคารพันธุกรรมออกมาอนุรักษ์ พัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ในชุมชนท้องถิ่นหรือจังหวัดนั้นๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็น ทั้งนี้เพื่อสร้างความหลากหลายทางชีวภาพให้เพิ่มมากขึ้นในระดับไร่นาและเป็นฐานทรัพยากรอาหารที่สำคัญของชุมชน จากบางส่วนของของคำกล่าวรายงานของภาคภูมิ อินทร์แป้น ตัวแทนชาวนาจากสุรินทร์ ในงาน ” รับข้าวคืนนา พาแม่โพสพกลับบ้าน” (เมื่อ 28 พฤษภาคม 2551 ที่ผ่านมา) ซึ่งช่วยอธิบายตอกย้ำความสำคัญของพันธุ์ข้าวพื้นบ้านได้เป็นอย่างดี
นายจันศรี สุปิลัยธร (ชาวนาสุรินทร์) รับข้าวพื้นบ้านเพื่อนำกลับสู่นาสุรินทร์

ขบวนชาวนาพาแม่โพสพกลับบ้าน

งานข้าวคืนนา รับขวัญแม่โพสพกลับบ้าน จัดขึ้นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อ แสดงถึงสัญลักษณ์และพลังของความเคลื่อนไหวเพื่อวางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจและวิถีชีวิตวัฒนธรรมชุมชนชาวนา โดยใช้แนวทางการฟื้นฟู, เก็บรักษาพันธุ์ข้าว “พันธุกรรมข้าวพื้นบ้าน” ที่มีอยู่อย่างหลากหลาย โดยประสานความร่วมมือกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขอรับคืนพันธุ์ข้าวจากธนาคารเมล็ดพันธุ์ของกรมการข้าว จำนวนส่งมอบคืนพันธุ์ข้าว 104 สายพันธุ์ เพื่อกลับคืนถิ่นฐานเดิมของพันธุกรรมพื้นบ้านสี่ภาค ซึ่งจังหวัดสุรินทร์ก็ได้รับพันธุ์ข้าวพื้นบ้านด้วยเช่นกัน โดยตัวแทนจากเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกสุรินทร์


ช่วยกันดำนารวมที่ตำบลทมอ

พันธุ์ข้าวพื้นบ้านที่ได้รับกลับคืนนา

จากธนาคารเมล็ดพันธุ์ (คุกตู้เย็น) ข้าวพื้นบ้านสุรินทร์รวม 5 ชนิดไก้กลับสู่แผนดินอีกครั้ง โดยมีชาวนาจากกลุ่มเกษตรธรรมชาติตำบลทมอ เป็นผู้ดูแลรักษาและพัฒนาสายพันธุ์ดั้งเดิมให้แข็งแรงต่อไป ถึงแม้ว่าข้าวพื้นบ้านที่ได้รับกลับคืนมาในครั้งนี้ ชาวนาในพื้นที่ส่วนมากไม่เคยรู้จักมาก่อนเพราะข้าวหลายชนิดหายจากบ้านไปนานแสนนานมากแล้ว แต่นาวนาผู้เข้าใจกลับตื่นเต้นที่ได้รับข้าวคืนนา รับแม่โพสพกลับบ้าน


ลงแขกในนารวมพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน (ตำบลทมอ)



ต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีกิจกรรมลงแปลงปลูกข้าวพื้นบ้านที่ได้รับคืน จากธนาคารเมล็ดพันธุ์ (คุกตู้เย็น) โดยชาวนาร่วมแรงปักดำข้าว (SRI : หรือข้าวต้นเดียว) ในนารวมที่บ้านโดนเลงใต้ ตำบลทมอ อำเภอปราสาท สุรินทร์ ร่วมไปกลับพันธุ์ข้าวพื้นบ้านชนิดอื่นเพื่อปลูกทดสอบสายพันธุ์และนำสู่การพัฒนาและขยายพันธุ์ในชุมชนต่อไป การทำนาดังกล่าวเกษตรกรได้เลือกทำในแปลงเกษตรอินทรีย์ที่ปรับปรุงบำรุงดินโดยใช้ปุ๋ยหมักจากขี้วัวและน้ำหมักชีวภาพ ไม่ยอมให้มีสารเคมีเข้ามาในแปลงแม้เพียงเล็กน้อย นอกจากในพื้นที่ตำบลทมอแล้ว เกษตรกรในเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกสุรินทร์ ยังได้แบ่งพันธุ์ข้าวคืนนาอีกสองส่วนเพื่อนำไปปลูกในพื้นที่ ตำบลสำโรง อำเภอเมือง และตำบลหนองบัว อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ทั้งนี้เพื่อช่วยกันขยายผลทั้งในเรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าว และเมล็ดพันธุ์ชาวนาเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ


แปลงนารวมพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน

การฟื้นฟู การอนุรักษ์และการพัฒนาพันธุกรรมพื้นบ้าน คือเรื่องสำคัญที่ชาวนาต้องเข้าใจและต้องลงมือปฏิบัติในแปลงนาของตนเอง ข้อคิดเห็นจากแกนนำคนหนึ่งกล่าวขึ้นมาระหว่างการทำนารวมพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน ซึ่งตอกย้ำให้เห็นว่าชาวนายุคใหม่มีความรู้มีทักษะในการพัฒนาพันธุ์ได้ด้วยตนเอง งานพัฒนาดังกล่าวต้องถูกถ่ายทอดลงสู่ท้องไรท้องนา มิใช้ผูกขาดอยู่ในมือนักเทคนิคนักวิทยาศาสตร์เพียงฝ่ายเดียว ต้องเชื่อมั่นก่อนว่าผู้ที่รู้เรื่องข้าวมากที่สุดคือชาวนา และชาวนาต้องเป็นเจ้าของเมล็ดพันธุ์ด้วยตนเอง แต่การพัฒนาพันธุกรรมข้าวพื้นบ้านก็มิใช่เรื่องสิทธิเพียงอย่างเดียวหากแต่ยังมีความหมายรวมไปถึงแนวคิดทางด้านสิ่งแวดล้อมในกระแสที่ใหญ่ขึ้นไปอีกด้วย


ทีมงานนักอนุรักษ์


aan surin

0 ความคิดเห็น: