วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

โครงการเสริมประสิทธิภาพเกษตรกรสุรินทร์ (คสป.)

โครงการเสริมประสิทธิภาพเกษตรกรสุรินทร์ (คสป.)Surin Farmers Support (SFS)
ประวัติโดยย่อ และประสบการณ์องค์กร โครงการเสริมประสิทธิภาพเกษตรกรสุรินทร์” (SFS) เริ่มงานพัฒนาชนบทมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2526 แบ่งช่วงประสบการณ์ออกได้เป็น 3 ระยะระยะเริ่มแรก (พ.ศ.2526-2528) ทำงานสนับสนุนกองทุนให้แก่กลุ่มเกษตรกรทำนา รวม 86 กลุ่ม ในจังหวัดสุรินทร์ โดยมีชื่อองค์กรว่า “กองทุนพัฒนาท้องถิ่นสุรินทร์” ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนดำเนินงานจาก “กองทุนพัฒนาแคนาดา” หรือ L-DAP มีการสรุปบทเรียนและวิเคราะห์ว่างานสนับสนุนทุนเพียงอย่างเดียวให้แก่กลุ่มเกษตรกรทำนายังไม่สามารถสร้างความเข้มแข็งให้แก่กลุ่มองค์กรชาวบ้านได้ และเห็นว่าองค์กรชาวบ้านมีปัญหาในเรื่องการบริหารจัดการกลุ่ม ทำให้มีการจัดทำโครงการเพื่ออบรมเสริมความรู้เรื่องการบริหารจัดการ เช่น เรื่องบัญชีและการเงิน ให้แก่กลุ่มเกษตรกรทำนา โดยใช้ชื่อโครงการว่า “โครงการเสริมประสิทธิภาพกลุ่มเกษตรกรสุรินทร์”ระยะที่สอง (พ.ศ.2529-2534) งานประเมินผลจากทีมประเมินผล ชี้ชัดว่าการทำงานของ (SFS) ยังไม่ตอบสนองในเรื่องความเข้มแข้งขององค์กรชาวบ้านและปัญหาของเกษตรกรสมาชิก รวมทั้งกลุ่มเป้าหมายที่กว้างและจำนวนมาก คือ กลุ่มเกษตรกรทำนาทั้ง 86 กลุ่ม ในจังหวัดสุรินทร์ ขณะที่มีกำลังเจ้าหน้าที่มีน้อย ส่งผลให้มีการจัดปรับทิศทางการทำงานอีกเป็นครั้งที่สอง โดยมีทิศทางงานสำคัญคือ เน้นสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชาวบ้าน แต่ลดจำนวนพื้นที่เป้าหมายลง โดยปรับกิจกรรมให้สอดคล้องกับการแก้ปัญหาเกษตรกรระดับครอบครัวและระดับชุมชนให้มากขึ้น โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การพึ่งตนเองของเกษตรกร กิจกรรมระยะนี้จะประกอบด้วย เกษตรผสมผสาน ธนาคารข้าว ออมทรัพย์ ร้านค้า กลุ่มรับซื้อข้าวเปลือก และเริ่มงานโรงสีชุมชมและการค้าข้าวโดยกลุ่มชาวนา กระบวนการทำงานให้ความสำคัญกับเกษตรกรในการวิเคราะห์ปัญหาและทางออก ทั้งในระดับครอบครัวและชุมชน ปี 2530 มีการเปลี่ยนชื่อโครงการอีกครั้งมาเป็น “โครงการเสริมประสิทธิภาพเกษตรกรสุรินทร์” จนถึงปัจจุบันนี้ การทำงานในช่วงดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก L-DAP และ Christian Aidsระยะที่สาม (พ.ศ.2535-ปัจจุบัน) มีการทบทวนบทเรียนขององค์กรและวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาของสังคม ปัญหาชุมชน มีข้อสรุปว่าทิศทางการทำงานในระยะที่ผ่านมามีความสอดคล้องกับ สถานการณ์ของชุมชน แต่เกษตรกรยังคงมีปัญหาอย่างหนักในด้านเศรษฐกิจ หนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้น เกษตรกรมีค่าใช้จ่ายในการผลิต การบริโภคและการศึกษาของบุตรหลานสูงขึ้น สถานการณ์ของสังคมนั้นก็เป็นยุคเศรษฐกิจฟองสบู่ เกษตรกรส่วนใหญ่ไหลเข้ามาขายแรงงานในภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งสถานการณ์การความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ และผลกระทบจากสารเคมีการเกษตรเริ่มแสดงผลให้เห็นชัดเจนขึ้น สังคมต้องเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อม แนวคิดของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้รับความสนใจจากสังคมทั้งในระดับประเทศและสังคมโลก ประกอบกับแนวคิดเกษตรทางเลือก วิถีการผลิตแบบพึ่งตนเองและเกื้อกูลต่อสิ่งแวดล้อม ก็ปรากฏขึ้นในสังคมเช่นกัน จากเหตุดังกล่าวจึงนำมาสู่การปรับแนวงานของ (SFS) ซึ่งในปัจจุบันมีการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยังยืน ทั้งด้าน กระบวนการผลิต การแปรรูป การตลาดเพื่อสังคม และเครือข่ายผู้บริโภค แต่ยังให้ความสำคัญกับองค์กรชาวบ้าน รวมทั้งสนับสนุนองค์กรเกษตรกรในระดับเครือข่ายด้วย โดยการดำเนินงานที่ต่อเนื่องนี้ได้การสนับสนุนจากองค์กร TACAP ของสถานทูตแคนาดา และองค์กร MISEEREORการทำงานของ (SFS) ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา คือการสะสมบทเรียนการทำงานพัฒนากับเกษตรกรรายย่อย งานองค์กรชาวบ้าน งานพัฒนาระบบเกษตรยั่งยืน งานด้านตลาดทางเลือกเพื่อสังคม งานพัฒนาองค์ความรู้และงานรณรงค์เผยแพร่ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การทำงานพัฒนาในท้องถิ่นและยกระดับกระบวนการทำงานให้สูงขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น ถ่ายทอดบทเรียนประสบการณ์สู่สังคมได้มากขึ้น เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรรายย่อยที่มีฐานะยากจน ผู้บริโภคในเมือง ตลอดจนสามารถสร้างสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมไปสู่สังคมไทยในวงกว้าง และประเทศเพื่อนบ้านต่อไป

0 ความคิดเห็น: